รางวัลสันติภาพกูสซี่ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

คณะกรรมการนานาชาติของมูลนิธิรางวัลสันติภาพกูสซี่ (The GUSI Peace Prize Foundation) ได้ประกาศมอบรางวัลสันติภาพกูสซี่ (The GUSI Peace Prize Foundation) แด่พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี พระนักเทศน์ชื่อดัง และผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย จากประเทศไทย 

ในการนี้ นายแบร์รี่ กูสซี่ (The Honorable Barry S.Gusi) ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิรางวัลสันติภาพกูสซี่ เปิดเผยว่า คณะกรรมการนานาชาติได้ตระหนักถึงความวิริยอุตสาหะในการส่งเสริมสันติภาพให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างเข้มแข็งของท่าน ว.วชิรเมธี ภายใต้ปรัชญาการทำงานที่ว่า สันติภาพส่วนบุคคล คือ สันติภาพสากลของมนุษยชาติ โดยได้พิจารณามอบรางวัลจากผลงานในหลายด้าน อาทิ

ในฐานะผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย สถาบันการศึกษาทางเลือกซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพโลก 

ในฐานะผู้ก่อตั้งศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้วัตถุ ประสงค์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงลึกด้วยการสอนการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน 

ในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณหรือครูสอนธรรมะเพื่อสันติภาพโลก ทั้งต่อสาธารณชนและองค์กรเอกชนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ 

ในฐานะผู้บุกเบิกการนำเสนอธรรมะที่เข้าใจง่ายสู่สาธารณชนผ่านทางเว็บไซต์ www.dhammatoday.com และเว็บไซตŒ โซเชี่ยล เน็ตเวิร์ก อาทิ เฟซบุ๊ก (Facebook) และทวิตเตอร์ (Twitter) เป็นต้น 

ซึ่งกิจกรรมการกุศลของท่านเหล่านี้ล้วนเป็นแนวทางที่กระตุ้นให้ประชาชนทั่วไปถือเป็นแบบอย่าง และกระตือ รือร้นที่จะดำเนินรอยตาม ไม่ใช่แค่เพียงในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในทวีปเอเชีย อเมริกา ยุโรป และนานาประเทศทั่วโลกด้วย

ทั้งนี้ มูลนิธิรางวัลสันติภาพกูสซี่จัดตั้งขึ้นภายใต้พันธกิจในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ส่งเสริมการมีธรรมาภิบาลที่ดี ประชาธิปไตย ความเท่าเทียม สันติภาพสากล และเจตจำนงที่ดี ซึ่งมูลนิธิได้ทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่องตลอดหลายสิบปี ทั้งภารกิจด้านการให้บริการทางการแพทย์ การช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาส การให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่สูญเสีย การลิดรอนศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ การถูกทารุณกรรม ความเจ็บไข้ได้ป่วย 

ตลอดจนทำงานร่วมกับสมาคมด้านการให้บริการทางการแพทย์แห่งฟิลิปปินส์ องค์กรสลากกินแบ่งเพื่อการกุศลของฟิลิปปินส์ และองค์กรเอกชนต่างๆ

สำหรับการมอบรางวัลสันติภาพกูสซี่นั้น ทางมูลนิธิได้จัดตั้งคณะกรรมการนานาชาติขึ้นเพื่อพิจารณามอบรางวัลทั้งในระดับของบุคคลและองค์กรต่างๆ ทั่วโลกที่ทำงานส่งเสริมเกี่ยวกับสันติภาพ สิทธิมนุษยชน การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ การเมือง การศึกษา ศิลปะการแสดง วรรณกรรม ยา หรือ กลไกชีวภาพ (สรีรศาสตร์) สื่อสารมวลชน ความมีมนุษยธรรม ฟิสิกส์ เคมี ศาสนา ธุรกิจ องค์กรการกุศล เศรษฐศาสตร์ ความเป็นสากล และอื่นๆ

นอกจาก พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี จากประเทศไทย ในปี 2011 มีผู้ได้รับรางวัลจำนวน 20 ท่านจาก 16 ประเทศ อาทิ นาย อีมานูเอล โจนส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา วุฒิสมาชิกแอตแลนต้า จอร์เจีย ในฐานะงานด้านกฎหมาย และการสร้างสันติภาพ, นายนอร์แมน อิงกŒสเตอร์ ประเทศแคนาดา อดีตประธานองค์กรตำรวจสากล ในฐานะที่ท่านผลักดันกฎหมายระหว่างประเทศและการรักษาสันติภาพ, นายพงสะหวัด บุปผา รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แห่งสปป.ลาว ในฐานะของการทูตระหว่างประเทศ

นายริชาร์ด ไรอัน โฮ ลัง ประเทศจาเมกา ผู้ก่อตั้งและผู้นำทางศาสนา มิชชันนารีของผู้ยากไร้ในคิงสตันและได้ก่อตั้งโครงการทางศาสนา 4 โครงการสำหรับผู้ยากไร้ในประเทศต่างๆ ในฐานะของการสร้างมนุษยธรรมสากล, การบริการสังคม และภาวะผู้นำทางจิตวิญญาณ, นายจักดิช คานธี สาธารณรัฐอินเดีย ผู้ก่อตั้งโรงเรียนที่มีการสอนในระบบมอนเตสเซอรี่ในลักเนาว์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก, ศาสตราจารย์วิเตอร์ เมดิคอฟ สหพันธรัฐรัสเซีย ผู้ส่งเสริมแนวคิดเศรษฐศาสตร์ใหม่ (เศรษฐศาสตร์มหภาค) และเป็นผู้เขียนร่วมในการวางแผนการพัฒนาระบบเศรษฐกิจในประเทศรัสเซีย ในฐานะของงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

มูลนิธิรางวัลสันติภาพกูสซี่ได้จัดพิธีมอบรางวัลไปเมื่อคืนวันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

ข่าวสด

หลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูง

"วัดสะพานสูง" อ.ปากเกร็ด จ.นนท บุรี เป็นวัดที่มีชื่อเสียงในหมู่นักสะสมพระเครื่อง ด้วยมีวัตถุมงคลพระปิดตาที่มีพุทธคุณ จัดสร้างโดยหลวงปู่เอี่ยม เจ้าอาวาสรูปแรก

ในรุ่นถัดมา มีศิษย์ผู้สืบสายพุทธาคมจากท่าน นอกจาก หลวงปู่กลิ่น จันทรังสี พระเกจิที่โด่งดัง ยังปรากฏนาม "หลวงพ่อทองสุข อินทสาโร" ด้วย 

หลวงพ่อทองสุขสร้างความเจริญให้วัดและเป็นปูชนียสงฆ์ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชาวนนทบุรี

เกิดเมื่อวันที่ 11 มี.ค.2446 ที่บ้านหนองไผ่เหลือง ต.หนองขนาน อ.เมือง จ.เพชรบุรี เป็นบุตรนายคง นางแพ บุญมี มีพี่น้องรวม 5 คน ท่านเป็นคนสุดท้อง

เมื่ออายุ 11 ขวบ ได้ศึกษาหนังสือไทยและขอมที่วัดหนองหว้า อยู่กับอาจารย์จ้อย อาจารย์สาย และอาจารย์นิ่ม จนอ่านเขียนทั้งภาษาไทยและภาษาขอมได้

พออายุ 13 ปี ได้ออกจากวัดแล้วไปอยู่กับอาที่จ.ราชบุรี ประมาณ 5 ปี ก่อนที่จะกลับมาอยู่กับบิดามารดา ทำนาหาเลี้ยงชีพที่บ้านเกิด

กระทั่งอายุ 20 ปี ได้ถูกเกณฑ์ทหารเป็นทหารราบ รับราชการอยู่ถึง 2 ปีกับ 1 เดือน แล้วจึงมาสมัครเป็นตำรวจภูธรได้ยศเป็นสิบตำรวจตรี

เป็นตำรวจประจำเพชรบุรีอยู่ 2 ปี แล้วถูกย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดคือ พัทลุง, ชุมพร, ด่านสะเดา สงขลา, จนได้รับยศเป็นสิบตำรวจโท แล้วย้ายไปอยู่นราธิวาส, สตูล, อ.บ้านโป่ง ราชบุรี, อ.จัตุรัส ชัยภูมิ, สุรินทร์ 

จนครั้งสุดท้ายย้ายมาอยู่เพชรบุรีอีก 1 ปี ก่อนจะเกิดเบื่อหน่ายจึงลาออกและเข้าอุปสมบทเมื่อปี พ.ศ.2470 ที่วัดนาพรม มีหลวงพ่อหวล เจ้าอาวาส เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ผ่องเป็นพระกรรมวาจาจารย์ จากนั้นได้ไปจำพรรษาที่วัดหนองหว้าหนึ่งพรรษา

ได้ศึกษาวิชาอาคมจาก หลวงพ่อหวล (หลวงน้าของหลวงพ่อยิด วัดหนองจอก) แล้วไปเรียนกับ หลวงพ่อทองสุข วัดโตนดหลวง, หลวงพ่อเพลิน วัดหนองไม้เหลือง 

เมื่อเรียนอาคมมามากแล้ว ทั้งได้เรียนด้านปริยัติธรรมจนได้นักธรรมโท จึงมุ่งหน้าออกเดินธุดงค์ตามป่าเขาลำเนาไพร

แม้แต่อรัญประเทศ ปราจีนบุรี ดินแดนที่เต็มไปด้วยยาสั่ง ท่านก็ไม่หวั่นกลัวแต่อย่างใด มีพวกที่ลองวิชาและคิดทำร้ายหลายครั้งหลายครา แต่ไม่อาจทำอะไรท่านได้เลย

ต่อมามีพระสงฆ์รูปหนึ่งชื่ออาจารย์เพ็ง จำพรรษาอยู่ที่วัดสะพานสูง นนทบุรี ได้เดินธุดงค์มาพบกันจนคุ้นเคยและชักชวนให้เดินทางมาด้วยกัน โดยจำพรรษาที่วัดท่าเกวียน ต.คลองข่อย อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 

อยู่ที่วัดนี้ได้ 3 พรรษา ขณะนั้นวัดท่าเกวียนยังไม่มีสำนักเรียนธรรม ท่านจึงย้ายมาอยู่วัดสะพานสูงเพื่อมาศึกษาปริยัติธรรม มีพระครูโสภณศาสนกิจ (หลวงปู่กลิ่น) เป็นเจ้าอาวาส มีอาจารย์เพ็งเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม 

พ.ศ.2475 สอบได้นักธรรมชั้นตรี พ.ศ.2476 สอบได้นักธรรมชั้นโท ในขณะนั้นวัดสะพานสูงขาดครูสอนพระปริยัติธรรม หลวงปู่กลิ่นจึงมอบหมายให้ท่านทำหน้าที่สอนพระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุสามเณรตลอดมา และถ่ายทอดตำราเวทมนตร์คาถาต่างๆ เช่น ลงตะกรุด ทำผง พระปิดตา ทำน้ำมนต์ ให้จนหมดสิ้น

หลังสิ้นหลวงปู่กลิ่นแล้ว ท่านก็รับภาระหน้าที่ปกครองวัดมาตั้งแต่ พ.ศ.2492 เป็นต้นมา

พ.ศ.2501 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูนนทกิจโสภณ พ.ศ.2503 เป็นเจ้าคณะตำบลคลองพระอุดม พ.ศ.2508 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์

หลวงพ่อทองสุขได้อบรมสั่งสอนภิกษุสามเณรให้อยู่ในธรรมวินัย ให้การศึกษาแก่พระเณร ตลอดจนผู้ที่อาศัยอยู่ในวัดได้รับความสุขและสะดวก รวมทั้งบูรณะพัฒนาวัดโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย จนทำให้วัดเจริญรุ่งเรืองมาตามลำดับ

บั้นปลายชีวิต หลวงพ่อทองสุขยังคงทำงานหนักให้ความอนุเคราะห์แก่ประชาชนทั่วไปที่มาให้ท่านสงเคราะห์ตั้งแต่เช้าจรดเย็น รวมทั้งงานของคณะสงฆ์ จนทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาลหลายครั้ง ด้วยโรคชราและโรคปวดศีรษะ 

ถึงวันที่ 20 มี.ค.2525 หลวงพ่อทองสุขได้อาพาธปวดท้องอย่างรุนแรง ลูกศิษย์นำส่งโรงพยาบาลเพชรเวช เข้ารับการรักษากระทั่งวันที่ 7 เม.ย.2525 เวลา 08.00 น. ท่านได้มรณภาพลงด้วยอาการสงบ สิริอายุได้ 79 ปี 19 วัน 

พิธีพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2526 เวลา 16.30 น.

ข่าวสด

"เสือน้ำท่วม"วัดตะเคียน ฉลอง 96 ปี-หลวงปู่แย้ม

ถ้ากล่าวถึงเครื่องรางของขลังประเภทเสือ เกจิอาจารย์ผู้เป็นต้นตำรับแห่งความโด่งดังมาจนทุกวันนี้ คงไม่มีใครเกิน หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย(วัดมงคลโคธาวาส) อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ 

หากกล่าวถึงต้นตำรับ "เสือ" แห่ง จ.นนทบุรี คงต้องพุ่งเป้าไปที่วัดตะเคียน ถ.พระราม 5 (นครอินทร์) ต.บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ซึ่งมีหลวงปู่แย้ม ปิยวัณโณ เป็นเจ้าอาวาสและเป็นต้นตำรับการสร้าง การปลุกเสก จนเกิดประสบการณ์อัศจรรย์เป็นที่มาของคำว่า "เสือปืนแตก" 

การสร้างเสือของสำนักนี้ได้รับความเห็นชอบจาก หลวงปู่แย้ม โดยมี พระครูสมุห์สงบ กิตติญาโณ พระเลขาฯ เป็นเจ้าพิธีดำเนินการผ่านมาแล้วถึงปัจจุบันรวม 7 รุ่น 

ล่าสุดคือ เสือปืนแตกยันต์กลับ "รุ่น 8 รอบ บารมี 96" ซึ่งจัดสร้างและปลุกเสกกันอย่างเข้มขลังครั้งประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 24 วัน 1 คืน มีพระเกจิคณาจารย์ดัง 5 ภาค ทั้งสายเหนือ สายอีสาน สายใต้ สายเขาอ้อ ร่วมประจุพุทธาคมอย่างเอกอุ ระหว่างวันที่ 15 ก.ย.2554- 7 ต.ค.2554 ปิดท้ายด้วยพิธีสมโภชตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 10 พ.ย.2554 ซึ่งเป็นวันลอยกระทง 

รายชื่อเกจิอาจารย์ล้วนเป็นที่ยอมรับนับถือ อาทิ พ่อท่านเอียด วัดโคกแย้ม หลวงปู่คำบุ วัดกุดชมภู หลวงพ่อสุวรรณ วัดยาง หลวงปู่ชาญ วัดบางบ่อ หลวงพ่อฟู วัดบางสมัครหลวงพ่อสวาท วัดอ่าวหมู หลวงปู่แขก วัดสุนทรประดิษฐ์ หลวงพ่อรวย วัดตะโก หลวงพ่อชำนาญ วัดบางกุฎีทอง หลวงปู่แย้ม วัดสามง่าม หลวงปู่วาส วัดสะพานสูง ฯลฯ โดยมีพระธรรมรัตนดิลก วัดสุทัศน์ จุดเทียนชัย และหลวงพ่อเพี้ยน วัดเกริ่นกฐิน ดับเทียนชัย 

ช่วงแรกของการปลุกเสกตามวันที่กำหนดนั้น ได้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมขึ้นแล้วในจังหวัดทางภาคกลาง แต่ไม่ส่งผลกระทบอย่างใด จนกระทั่งกองทัพน้ำลามเข้าสู่ปทุมธานี และนนทบุรี แผ่วงกว้างไปทั่วทุกอำเภอ จากบางบัวทอง บางใหญ่ ไล่มาบางกรวย วัดวาอารามเจิ่งนองไปด้วยน้ำ เช่นเดียวกับวัดตะเคียน และชุมชนโดยรอบที่ไม่อาจรอดพ้น 

เดิมทีทางวัดกำหนดจัดงานอาบน้ำเพ็ญประจำปี แต่เนื่องจากการเดินทางที่ไม่สะดวกของญาติโยมพุทธศาสนิกชน จึงยกเลิกไป แต่พิธีปลุกเสกเสือครั้งสุดท้ายในคืนวันลอยกระทง ยังคงดำเนินไปตามฤกษ์ยามที่วางไว้ โดยได้รับความเมตตาจาก พระครูสุวรรณโชติวุฒิ หรือหลวงพ่อตี๋ (ศิษย์เอกหลวงปู่กี๋) เจ้าอาวาสวัดหูช้าง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี นั่งปรกอธิษฐานจิตเดี่ยว ณ มณฑลพิธีหน้าโบสถ์เสือมังกร ท่ามกลางน้ำที่ท่วมขังล้อมรอบ 

ด้วยภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงการจัดสร้างและปลุกเสก ทางวัดและคณะศิษย์จึงเรียกขานกันว่า "เสือน้ำท่วม" เพื่อให้เป็นตำนานเคียงคู่วัดสืบไป เฉกเช่น เมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ปี 2485 สมเด็จพระสังฆราช(แพ) วัดสุทัศน์ทรงจัดสร้าง "พระกริ่งน้ำท่วม" ขึ้นเป็นที่ระลึก 

กระแสศรัทธาในเสือรุ่น 7 ยังคงร้อนแรงไม่ต่างจากทุกรุ่น เพราะในช่วงที่น้ำยังไม่ท่วมวัด บรรดาสานุศิษย์ มิตรรักนักสะสมเครื่องรางต่างหลั่งไหลไปสั่งจองกันคึกคัก แม้ภายหลังที่น้ำท่วมแล้ว เหล่าแฟนพันธุ์แท้ ก็ยังแห่แหนไปสั่งจอง แม้จะต้องพายเรือ หรือใช้รถยกสูงบุกเข้าไป แต่ก็ไม่มีใครท้อถอยเพื่อแลกกับการได้ "ของดี" นี่คือความจริงที่ปรากฏให้เห็น

ที่สำคัญ เสือเนื้อตะกั่วที่สร้างขึ้นเป็นที่ระลึกงานมุทิตาสักการะในงานวันคล้ายวันเกิด "พระครูสมุห์สงบ" ซึ่งจัดสร้างจำนวน 999 ตัว แต่เผอิญเกิดน้ำท่วมและมีลูกศิษย์สนใจอยากมีไว้ครอบครอง ทางวัดจึงเปิดให้บูชาในราคาตัวละ 500 บาท ปรากฏว่าตอนนี้กลายเป็นของหายาก และราคาพุ่งไปถึง 3 เท่าตัวแล้ว 

รูปแบบของเสือวัดตะเคียนมีเอกลักษณ์ตามสไตล์งานโบราณที่ยากแก่การเลียนแบบ แม้จะมีของปลอมแปลงออกมาหลายรุ่น แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะบรรดาศิษยานุ ศิษย์มองออกว่า "เก๊-แท้" แยกแยะตรงไหน และที่ถือว่าทำให้เสือทุกรุ่นได้รับความนิยมสูง เนื่องจากผ่านประสบการณ์ให้ต้องยอมรับ

ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าวัดตะเคียนจะอยู่ห่างไกล หรือประสบเภทภัยต่างๆ บรรดานักอนุรักษ์เครื่องรางของขลัง ก็ยังให้ความมั่นใจและเชื่อในพุทธคุณความเข้มขลังของ "เสือหลวงปู่แย้ม" ทุกรุ่น เช่นเดียวกับ "เสือน้ำท่วม" ที่ท่วมท้นด้วยแรงศรัทธาจนหมดเกลี้ยง 


ข่าวสด

เครื่องราง"หุ่นพยนต์" หลวงตาช้วน สุพรรณบุรี

พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง "หลวงตาช้วน ขันตจิตโต" เจ้าอาวาสวัดขวางศรีสุวรรณ จ.สุพรรณบุรี เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ปัจจุบันสิริอายุ 69 ปี ท่านมีศักดิ์เป็นหลานของหลวงพ่อมุ้ย และเป็นศิษย์หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อีกทั้งยังเป็นสหธรรมิกกับหลวงพ่อเกษม วัดม่วง จ.อ่างทอง 

หลวงตาช้วนมีญาติเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายรูป อาทิ พระปลัดทวี วัดบ้านกร่าง มีศักดิ์เป็นหลวงอา, หลวงพ่อมุ้ย วัดดอนไร่ เป็นหลวงลุง โดยเฉพาะหลวงพ่อมุ้ย ท่านเลี้ยงดูไว้ตั้งแต่เด็กๆ สมัยนั้นมีหน้าที่ช่วยงาน "อาจารย์ฝ้าย" คนถักตะกรุดให้หลวงพ่อมุ้ย 

หลวงพ่อจงเคยตรวจดวงแล้วบอกว่า "ช้วนไม่ธรรมดา" จึงให้พักอยู่กับท่าน จากนั้นพาเดินธุดงค์ไปเกาะพระทองที่จังหวัดภูเก็ต พาเดินเข้าป่าหาความสงบวิเวก สอนกัมมัฏฐานและสอนกสิณให้ ฝึกสมาธิด้วยการให้นอนโลงศพตั้งแต่นั้นมา ทุกวันนี้ในพรรษา หลวงตาช้วนยังนอนที่กองฟอนบนเมรุเผาศพ โดยใช้ใบไม้ปูรองนอน 

สมัยเป็นฆราวาสท่านเป็นลูกศิษย์หนึ่งในสามของหลวงพ่อจงคือ เสือยนต์ เสือขาว และเสือช้วน หลังจากบวชแล้วหลวงพ่อจงท่านพาไปฝากเรียนวิชากับหลวงพ่ออี๋, หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา และหลวงพ่อจาด วัดบางกะเบา จึงมีวิชามากพอสมควร ด้วยมีบุคลิกเป็นคนใจถึงพึ่งได้ญาติโยมจึงเลื่อมใสศรัทธาจำนวนมาก ท่านชอบช่วยคนสงเคราะห์คน

วัตถุมงคลของหลวงตาช้วนที่ได้รับความนิยมอย่างมากเป็นเหรียญรุ่นแรกสร้างปี 2537 ออกที่วัดเกาะกา จ.นคร นายก และเหรียญเลขศาสตร์ เป็นต้น

ล่าสุด "หลวงตาช้วน" จัดสร้างวัตถุมงคลช่วงน้ำท่วมหนัก ประเภทเครื่องรางของขลัง "หุ่นพยนต์" โดยใช้ลวดเก่ามัดหุ่นไล่กา เลือกเอาหุ่นที่กาไม่มาแกะ ซึ่งถือเอาหุ่นขลังมีตัวมีตนไล่กาได้จริงๆ พันสายสิญจน์ ว่าคาถาติดคาถาตรึง เสร็จแล้วพันจำหลัก ลงรัก ลงจาร กำกับและปลุกเสกในป่าช้า 

ว่าตามตำรา หุ่นพยนต์ของหลวงตาช้วนมีดี 4 ข้อ คือ 1.กันอันตรายป้องกันทรัพย์สิน 2.ช่วยทำมาค้าขายเก็บเกี่ยวทำสวนทำไร่ทำนาให้เสร็จง่าย 3.ค้าขายดี 4.รับเคราะห์แทน

บูชาด้วยดอกไม้ 3 ดอก เทียนขาว 1 เล่ม ธูป 16 ดอก 

หุ่นพยนต์ขนาดเล็กสร้างจำนวน 1,621 ตน หุ่นพยนต์ขนาดใหญ่สร้างจำนวน 1,621 ตน สนใจร่วมบุญบูชาได้ที่วัดขวาง ต.ศาลาขาว อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี และศูนย์พระเครื่องชั้นนำทั่วไป

ข่าวสด

พระเทพปัญญาเมธี ธงธรรมชาวกาฬสินธุ์

พระเทพปัญญาเมธี (ปราชญ์ อักกโชโต) เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มีวัตรปฏิบัติดีงาม เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม เป็นที่พึ่งทางใจของพุทธศาสนิกชนชาวกาฬสินธุ์ 

ปัจจุบัน สิริอายุ 67 ปี พรรษา 46 ดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดกลาง พระอารามหลวง อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ และเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ฝ่ายมหานิกาย 

อัตโนประวัติ มีนามเดิมว่าปราชญ์ ญาณผาด เกิดเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 6 ปีวอก ตรงกับวันที่ 14 พฤษภาคม 2487 ณ บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 5 ต.บึงวิชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายกองและนางเหลียม ญาณผาด 

ครอบครัวประกอบอาชีพทำไร่ทำนา ฐานะค่อนข้างยากจน ทำให้ชีวิตในวัยเด็กต้องเรียนหนังสือเพียงแค่ชั้น ป.4 แล้วออกมาช่วยงานครอบครัวหาเลี้ยงชีพ 

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2499 เข้าพิธีบรรพชาที่วัดวิเศษไชยาราม ต.บึงวิชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ มีพระสุขุมวาทวรคุณ (ปัจจุบัน คือพระธรรมวงศาจารย์) วัดสุทัศนเทพวราราม เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ 

ภายหลังบรรพชาตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างมุ่งมั่น พ.ศ.2501 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ

เมื่ออายุครบ 22 ปี จึงเข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2509 ณ วัดชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ มีพระธรรม วิสุทธาจารย์ วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ 

หลังอุปสมบทมีความตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมขั้นสูง จึงเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง เรียนบาลี ณ สำนักเรียนวัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ 

พ.ศ.2523 สอบได้เปรียญธรรม 7 ประโยค จากนั้นเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ต.บางพลู อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 

พ.ศ.2526 สำเร็จการศึกษาศึกษาศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช การศึกษาพิเศษ สำเร็จพระอภิธรรมตรี-โท วิชาภาษาอังกฤษ

ระหว่างที่ศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม ณ สำนักเรียนวัดชนะสงคราม 

ต่อมาเดินทางกลับอีสานบ้านเกิดมาอยู่จำพรรษา ด้วยความที่เป็นพระหนุ่มไฟแรง ท่านได้รับมอบหมายให้เป็นครูสอนธรรม-บาลี สอนพระปริยัติ ธรรม แผนกสามัญ 

ท่านมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในหลากหลายด้าน อาทิ ด้านการศึกษา ท่านให้ความสำคัญต่อการศึกษาแผนกธรรม และบาลี คอยส่งเสริมสนับสนุนจัดหาทุนการศึกษาให้แก่พระภิกษุ สามเณร เรียนดี ให้รางวัลผ้าไตรผู้สอบได้นักธรรมตรีและเอก 

ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อเนื่องตลอดปี อาทิ จัดอบรมปฏิบัติธรรมพระภิกษุ-สามเณรและประชาชนทั่วไป

พ.ศ.2530 ได้รับการยกย่องให้เป็นสำนักเรียนดีเด่นจากกรมการศาสนา และพ.ศ.2536 ได้รับรางวัลเสาเสมาธรรมจักร ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา สาขาการศึกษาพระปริยัติธรรม

พระเทพปัญญาเมธีมุ่งมั่นพัฒนาวัดกลาง พระอารามหลวงประจำเมืองกาฬสินธุ์ ทั้งในด้านถาวรวัตถุ การศึกษา และการปฏิบัติธรรม มีการปลูกสร้างเสนาสนะอย่างถาวรได้มาตรฐานตามศิลปกรรมไทย เป็นพุทธสถาน แหล่งปฏิบัติศาสนกิจ ที่ได้รับการคัดเลือกและได้รับการยกย่องชมเชยจากหน่วยงานภาครัฐให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง

รวมทั้งพัฒนาสำนักเรียนวัดกลางเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาสงฆ์ประจำจังหวัด จัดการศึกษาพระปริยัติธรรม เปิดสอน 3 แผนก คือ แผนกบาลี เปิดสอนในระดับเปรียญธรรม 1 ประโยค ถึงเปรียญธรรม 5 ประโยค แผนกธรรม เปิดสอนตั้งแต่นักธรรมตรีถึงนักธรรมเอก 

ส่วนแผนกสามัญ เปิดสอนในปีพ.ศ.2535 ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 

ด้วยผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากคณะสงฆ์เมืองกาฬสินธุ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์เป็นเจ้าอาวาสวัดกลาง พระอารามหลวง เป็นเจ้าคณะปกครองตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ และรองเจ้าคณะจังหวัด ตามลำดับ

พ.ศ.2543 ได้รับพระบัญชาจากคณะสงฆ์ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ฝ่ายมหานิกาย 

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2539 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่พระวิเชียรกวี 

พ.ศ.2547 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่พระราชปรีชามุนี

ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2554 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่พระเทพปัญญาเมธี

ทุกวันนี้ พระเทพปัญญาเมธี หรือหลวงพ่อปราชญ์ ในวัย 67 ขวบปี ยังคงมุ่งมั่นทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ด้วยความรู้ ความสามารถ และความเสียสละ บำเพ็ญคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติและพระศาสนาสืบไป

ข่าวสด

บทความทั้งหมด